สตาร์ทอัพ
ยุคเฟื่องฟูสตาร์ทอัพเกาหลีใต้: กฎระเบียบดิจิทัลที่ยืดหยุ่นอาจปลดล็อกเงินลงทุน VC พุ่งสูง 2.4 ล้านล้านวอน

ในบทความนี้ (3)
ผลการศึกษาล่าสุดโดย Oxford Economics ซึ่งจัดทำขึ้นให้กับ Digital Prosperity Asia (DPA) ระบุว่า เกาหลีใต้มีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนจาก Venture Capital เพิ่มขึ้นถึงปีละ 2.4 ล้านล้านวอน และจัดตั้งสตาร์ทอัพใหม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก หากมีการนำกฎระเบียบทางดิจิทัลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมาปรับใช้
รายงานระบุว่า แม้กฎระเบียบด้านดิจิทัลมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความไว้วางใจ ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ข้อกำหนดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมแก่สตาร์ทอัพ ภาระดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถด้านนวัตกรรมแล้ว ยังกระทบถึงศักยภาพในการระดมทุนและการขยายขนาดธุรกิจอีกด้วย
การทำแบบจำลองทางสถิติโดย Oxford Economics ชี้ให้เห็นว่า กรอบกฎระเบียบที่ผ่อนคลายขึ้นในช่วงปี 2026 ถึง 2035 อาจส่งผลให้การจัดตั้งสตาร์ทอัพรายใหม่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 15 หรือคิดเป็นสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นราว 240 รายต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถสนับสนุนการจ้างงานในฝั่งสตาร์ทอัพได้ประมาณ 21,000 ตำแหน่งภายในปี 2035 ในทางกลับกัน บรรยากาศทางกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอาจลดการจัดตั้งสตาร์ทอัพลงร้อยละ 8 และทำให้เงินลงทุน Venture Capital รายปีลดลงประมาณ 1.3 ล้านล้านวอน
แม้ว่าเกาหลีใต้จะมีระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่งานวิจัยชี้ว่าการออกแบบกฎระเบียบกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อการเติบโตในอนาคต แม้การควบคุมดูแลจะจำเป็นต่อการสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องผู้บริโภค แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็นับว่ามีมูลค่ามหาศาล สภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นการจัดตั้งสตาร์ทอัพ ดึงดูดเงินลงทุน และสนับสนุนการสร้างงานในทศวรรษข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้เกาหลีใต้รักษาตำแหน่งการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลชั้นนำเอาไว้ได้
งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงจากการสำรวจผู้มีส่วนร่วม 500 รายในระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเกาหลีใต้ พร้อมเสริมด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการจัดทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจ
ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น
ผลการศึกษาชี้ว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบได้เปลี่ยนจากการเป็นเพียงข้อผูกพันตามกฎหมายไปเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับสตาร์ทอัพจำนวนมาก โดยผลสำรวจเผยว่าร้อยละ 86 ของสตาร์ทอัพในเกาหลีใต้เชื่อว่ากฎระเบียบดิจิทัลสร้างข้อจำกัดในการดำเนินงาน และเกือบหนึ่งในสี่ระบุว่าได้รับผลกระทบในระดับมากหรือรุนแรง นอกจากนี้ สตาร์ทอัพกว่าร้อยละ 75 ต้องจัดสรรงบประมาณมากกว่าร้อยละ 5 ของต้นทุนการดำเนินงานเพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยร้อยละ 44 ใช้จ่ายสูงกว่าร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองข้อกำหนดทางกฎหมาย
สตาร์ทอัพเกือบ 80% รายงานว่าได้ปรับโครงสร้างการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สอดคล้องกับกฎหมาย การนำกระบวนการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ๆ มาใช้ และการพึ่งพาบริการทางกฎหมายและที่ปรึกษาภายนอกมากขึ้น
รายงานยังระบุอีกว่า ข้อกำหนดทางกฎระเบียบกำลังดึงทรัพยากรไปจากนวัตกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสตาร์ทอัพประมาณร้อยละ 77 รายงานว่ากฎระเบียบดิจิทัลส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถด้านนวัตกรรม ขณะที่ร้อยละ 58 ต้องโยกย้ายทรัพยากรทางการเงินจากการวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปใช้ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าข้อผูกพันทางกฎหมายส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือทำให้การนำสินค้าเข้าสู่ตลาดใช้เวลานานขึ้น
ความกังวลของผู้ลงทุน
การศึกษายังเผยเพิ่มเติมว่า กฎระเบียบดิจิทัลส่งผลกระทบต่อการระดมทุนเช่นกัน โดยครึ่งหนึ่งของสตาร์ทอัพที่สำรวจระบุว่า กฎระเบียบดิจิทัลสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้กระบวนการระดมทุนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ในขณะที่กลุ่มนักลงทุน Venture Capital พบว่าร้อยละ 58 อ้างว่าข้อกำหนดทางกฎหมายทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังคาดเดาได้ยากขึ้น และครึ่งหนึ่งชี้ว่าจะลดสัดส่วนการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นหากกฎระเบียบมีความเข้มงวดมากขึ้น
ผลการศึกษาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับประกันว่า กรอบกฎระเบียบควรคำนึงถึงความเสี่ยง ได้สัดส่วน และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงธุรกิจในขนาดและระยะการเติบโตที่แตกต่างกัน โดยสรุปว่าการออกแบบกฎระเบียบดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันของเกาหลีใต้ ในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำแห่งหนึ่งของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายพยายามสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน
คำถาม & คำตอบ
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎระเบียบดิจิทัลที่เอื้ออำนวยมากขึ้นในเกาหลีใต้คืออะไร?
สภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มการจัดตั้งสตาร์ทอัพรายใหม่ต่อปีได้เกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นประมาณ 240 รายต่อปี และสามารถสนับสนุนการจ้างงานของสตาร์ทอัพได้ประมาณ 21,000 ตำแหน่งภายในปี 2035
ข้อกำหนดทางกฎระเบียบส่งผลกระทบต่อสตาร์ทอัพในเกาหลีใต้อย่างไร?
ข้อกำหนดทางกฎหมายสร้างข้อจำกัดในการดำเนินงานของสตาร์ทอัพ โดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่สำคัญ ข้อผูกพันเหล่านี้ดึงทรัพยากรออกจากการพัฒนานวัตกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าช้า หรือใช้เวลานำสินค้าเข้าสู่ตลาดนานขึ้น
กฎระเบียบดิจิทัลส่งผลกระทบต่อการระดมทุนของสตาร์ทอัพอย่างไร?
กฎระเบียบดิจิทัลสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้สตาร์ทอัพระดมทุนได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ข้อกำหนดทางกฎระเบียบยังทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังคาดเดาได้ยากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนลดสัดส่วนการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีความเสี่ยงสูง